ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จริงหรือปลอม???
 

     มาเก็บตกเรื่องราวเก่าๆที่หลายๆคนยังไม่รุ  หรืออาจจะยังไม่แน่ใจกันดีกว่า สำหรับข้อวิพากษ์ต่างๆเกี่ยวกับหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้นำมาเป็นเรื่องราวพิสูจน์กันว่าหลักศิลานี้เป็นของจริงหรือเป็นของปลอมที่ร.4แอบสร้างขึ้นในสมัยพระองค์กันแน่  ข้อมูลที่มิวนำมาเสนอวันนี้เป็นบทความที่คนส่วนใหญ่สรุปความเห็นแล้วว่าน่าจะเป็นไปตามนี้และได้รับการยืนยันจากการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้ว  ส่วนเรื่องความเชื่อและความเห็นส่วนตัวนั้น  ขอให้เพื่อนๆใช้วิจารณญาณในการรับฟังหน่อยละกันนะ ^^

 

 

 
  
      ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่ พระองค์ได้เสด็จธุดงค์ไปยังเมืองเหนือ ในระหว่างที่ประทับอยู่เมืองสุโขทัยก็ได้พบพระแท่นมนังคศิลา และศิลาจารึกภายในบริเวณเนินปราสาทในพระราชวังเก่าสุโขทัย ครั้งเมื่อเสด็จกลับก็โปรดเกล้าฯ ให้นำพระแท่นมนังคศิลากลับมายังกรุงเทพฯ และพระองค์ได้ทรงบุกเบิกการอ่านจารึกหลักนี้เป็นผู้แรก โดยร่วมกับสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาได้มีผู้อ่านและตีความจารึกหลักนี้ให้ได้เรื่องราวเพิ่มขึ้นตามสมควร อาทิ ศาตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เป็นต้น


     ต่อมาในสมัยปัจจุบันมีนักวิชาการหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยว่าศิลาจารึกหลักที่๑ ของพ่อขุนรามคำแหงนี้อาจไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยของพ่อขุนรามคำแหง และเชื่อว่าศิลาจารึกหลักนี้คงจารึกในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง เนื่องจากศิลาจารึกหลักนี้เป็นเพียงหลักเดียวที่มีอักขรวิธีแตกต่างจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่เชื่อว่าจารึกขึ้นในสมัยเดียวกัน อาทิ ลักษณะตัวอักษร การวางรูปสระไว้ในบรรทัดเดียวกับพยัญชนะ เป็นต้น

      จากข้อสงสัยดังกล่าวนี้ทำให้มีการพิสูจน์หาคำตอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาข้อเท็จจริง โดยการสำรวจและวิเคราะห์ชนิดของหินที่ใช้ทำศิลาจารึก โบราณวัตถุ และโบราณสถาน ทั้งในสมัยสุโขทัย และสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งพบว่าหินที่นิยมใช้ในสมัยสุโขทัยนั้นคือ หินฟิลไลท์ (หินชนวน) ขณะที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้กลับใช้หินทรายแป้ง (CALCAREOUS SILTSTONE) ซึ่งเป็นหินชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕ และพระแท่นมนังคศิลาบาตร แต่อย่างไรก็ดีไม่พบศิลาจารึกหรือโบราณวัตถุใดๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำด้วยหินทรายแป้งชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้

     ทั้งนี้จากการศึกษาทางธรณีวิทยา และสำรวจแหล่งหินในบริเวณจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียง พบว่าหินที่นำมาทำศิลาจารึก โบราณวัตถุ โบราณสถานในสมัยสุโขทัย ล้วนนำมาจากในจังหวัดสุโขทัยและบริเวณใกล้เคียงทั้งสิ้น ดังนั้นการที่นำหินทรายแป้งมาใช้น้อยกว่า หินฟิลไลท์ เชื่อว่าเป็นเพราะหายาก เนื่องจากหินทรายแป้งมักไม่เกิดเป็นชั้นหนาพอจะสกัดเป็นแท่งใหญ่ได้

      นอกจากนี้ยังได้นำตัวอย่างผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ และหลักที่ ๔๕ มาตัดและฝนเป็นแผ่นบางประมาณ ๐.๐๓ มม. แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าปริมาณแคลไซต์ของผิวด้านในมีปริมาณต่ำกว่าผิวด้านนอกอย่างชัดเจน และได้ทำการสกัดหินบริเวณตัวอักษรจารึกมาตรวจสอบเพื่อดูว่า ผิวของหินตรงร่องจารึกมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในลักษณะเดียวกับหินส่วนอื่นหรือไม่ ซึ่งได้ผลว่าผิวตรงร่องจารึกมีปริมาณแคลไซต์ลดลงใกล้เคียงกับผิวส่วนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าการจารึกอักษรได้กระทำในช่วงเวลาเดียวกับการสกัดหินออกมาเป็นแท่งแล้วขัดผิวให้เรียบ ไม่ใช่เป็นการนำแท่งหินที่ขัดผิวเรียบในสมัยสุโขทัยมาจารึกในสมัยรัตนโกสินทร์

     จากหลักฐานข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ทราบว่าศิลาจารึกนี้ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยจริง แต่ก็มิได้หมายความว่าทำขึ้นในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะอาจจะทำขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งในสมัยสุโขทัยก็ได้ อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์หาคำตอบนี้ไม่สามารถใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน แต่ต้องอาศัยการศึกษาทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีมาประกอบการวิเคราะห์จึงจะทำให้ได้คำตอบที่แท้จริงได้

   

ข้อมูลจากบทความ "ไม่ปลอมศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง จากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์" โดย จิราภรณ์ อรัณยะนาค
หนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๓

      หลังจากที่มิวได้บอกข้อแตกต่างระหว่างขงจื้อกับเต๋าไปแล้วว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร...

ก็มีเพื่อนๆบางคนที่ถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีก 1 ลัทธิที่นิยมและมีผู้เลื่อมใสมากในแถบจีนและญี่ปุ่น

นั่นคือลัทธิ "เซน" นั่นเอง  วันนี้มิวก็เลยแอบไปค้นข้อมูลมาเพิ่มเติม  เพื่อไขข้อข้องใจของเพื่อนๆกัน

 

"เซน"  คือ???

           

     สำหรับ "เซน" นั้นถือเป็นนิกายหรือลัทธิหนึ่งเท่านั่น  ยังไม่ถือว่าเป็นศาสนา  เนื่องจากจริงๆ

แล้วแนวคิดของเซนนั้นก็มีพระพุทธศาสนามาเชื่อมโยงอยู่เหมือนกัน  โดยมีต้นกำเนิดมาจาก

ประเทศอินเดียและผ่านมาทางจีนและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อ

และลัทธิเต๋าจากจีนในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิ

เพื่อการรู้แจ้ง   แนวทางการใช้ชีวิต  การทำงานและศิลปะ

       เซนเป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า

ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8   ซึ่งต่อมาก็ไม่ใช่แค่ทวีปเอเชียเท่านั้นที่นับถือแต่ได้รับ

การยอมรับจากฝั่งตะวันตกด้วยจนเกิดเป็น "คริสเตียนเซน"

 

 

 

ปล. ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาให้กำลังใจกันนะคะ  ถ้ามีเรื่องอะไรที่ข้องใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์

หรือมีข้อมูลดีๆเจ๋งๆ อยากมาแชร์ให้เพื่อนๆฟัง  มิวก็อยากให้มาแบ่งปันกันเยอะๆนะคะ  ^^

ลัทธิเต๋า 

  

คือลัทธิที่เน้นการเข้าหาธรรมชาติ   การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ  เรียนรู้ธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี  สาง  การไล่ผี  การใช้เครื่องรางของขลังต่างๆ

ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความเชื่อทั้งที่อยู่ในธรรมชาติทั่วไปและความเชื่อที่เหนือธรรมชาติด้วย

ที่สุดนั้นลัทธิเต๋าก็มีอิทธิพลอย่างมากเกี่ยวกับจิตรกรรมของจีนอีกด้วย

 

ลัทธิขงจื้อ

เน้นการเข้าสังคม  การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ  การค้าต่างๆ  ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่าง สามี-ภรรยา

บิดา-บุตร     เพื่อน-เพื่อน     ศิษย์-ลูกศิษย์    เจ้านาย-ลูกน้อง    ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัดจากหนัง

จีนที่เราดูกัน  หากลูกศิษย์กลับมาเห็นอาจารย์โดนฆ่าตายก็จะต้องแก้แค้นแทนอาจารย์ของตนอะไรประมาณนี้

ซึ่งลัทธิขงจื้อนี้ก็มีอิทธิพลกับจีนมาในเรื่องการเมืองการปกครอง  โดยเฉพาะการเรียนและสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เป็นข้าราชการนั้นก็เคยใช้ตำราขงจื้อในการจัดสอบด้วย